kachelotravel Germany ชาชเคนเฮาส์

ชาชเคนเฮาส์

ชาชเคนเฮาส์ มรดกโลกเยอรมนีแห่งใหม่ จุดกระแสนักเดินเท้าขึ้นแอลป์เพิ่มสูงทันทีหลังประกาศ

Germany UNESCO ประกาศให้ ชาชเคนเฮาส์ มรดกโลกเยอรมนี กลายเป็นหนึ่งในแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ล่าสุดของบาวาเรีย เนื่องจากเป็นสถาปัตยกรรมไม้สไตล์อัลไพน์ที่สร้างขึ้นบนความสูงราว 1,866 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มองเห็นวิวเทือกเขาแอลป์โดยรอบแบบ 360 องศา หลังการประกาศ นักท่องเที่ยวสายไต่เขาและสายถ่ายภาพหลั่งไหลเข้าพื้นที่มากขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้เส้นทางปีนเขา “King’s Trail” กลับมาคึกคักที่สุดในรอบหลายปี (อ่านข่าวเพิ่มเติม ข่าววันนี้)

นักวิชาการชี้ จุดเด่นของ ชาชเคนเฮาส์ อยู่ที่สถาปัตยกรรมไม้ผสานวัฒนธรรมบาวาเรีย–ตะวันออกกลาง

นักประวัติวัฒนธรรมยุโรปเผยว่า ชาชเคนเฮาส์เป็นอาคารที่สะท้อนความหลงใหลในสถาปัตยกรรมตะวันออกของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 โดยเฉพาะ “ห้องตุรกี” (Turkish Room) ที่มีการตกแต่งด้วยผ้าไหม งานแกะลายอาหรับ และโคมทองเหลืองผสมความเรียบง่ายของงานไม้แบบอัลไพน์ ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมลูกผสมที่หายากที่สุดของเยอรมนี และถือเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ UNESCO ตัดสินใจรับรองเป็นมรดกโลกในปีนี้


ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในแอลป์เติบโตสูง นักลงทุนเอกชนเริ่มสนใจพัฒนาโครงสร้างรองรับ

หลังข่าวมรดกโลกถูกเผยแพร่ บริษัทท่องเที่ยวในบาวาเรียรายงานว่ายอดจองทัวร์ไต่เขาและบริการไกด์เพิ่มขึ้นกว่า 60% ภายในหนึ่งสัปดาห์ ขณะเดียวกันภาคเอกชนเริ่มให้ความสนใจลงทุนด้านบ้านพักเชิงอนุรักษ์ ร้านกาแฟวิวภูเขา และจุดบริการนักปีนเขาเพิ่มเติมรอบเส้นทางชาชเคน ทำให้พื้นที่นี้ถูกจับตาอย่างมากในฐานะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติระดับพรีเมียมแห่งใหม่ของเยอรมนี


รัฐบาวาเรียเตรียมตั้งระบบจำกัดจำนวนผู้เข้าเส้นทางไต่เขา เพื่อป้องกันผลกระทบต่อธรรมชาติ

ด้วยจำนวนผู้มาเยือนที่เพิ่มสูงขึ้น หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมบาวาเรียจึงเตรียมออกมาตรการจำกัดผู้เข้าชมในแต่ละวัน รวมถึงเพิ่มป้ายเส้นทาง ความปลอดภัย และจุดพักเพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินป่าบนพื้นที่สูง ทั้งยังร่วมมือกับกลุ่มนักอนุรักษ์เพื่อทำแผนระยะยาวในการรักษาระบบนิเวศรอบชาชเคนเฮาส์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการคงสถานะมรดกโลกให้ยั่งยืน (อ่านข่าวเพิ่มเติม ข่าววันนี้)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Post

german beer

German Beer: ทำไมถึงเป็นเบียร์ระดับโลกGerman Beer: ทำไมถึงเป็นเบียร์ระดับโลก

ถ้าพูดถึงเบียร์แล้วก็ต้องนึกถึงประเทศเยอรมนีอย่างแน่นอนเลยล่ะ เพราะที่นี่มีเบียร์เยอะมาก ๆ และยังเป็นสถานที่จัดงาน Oktoberfest ซึ่งเป็นเทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วยล่ะ จะเรียกว่าเบียร์เป็นวัฒนธรรมของเยอรมนีเลยก็ว่าได้ แล้วเพราะอะไรทำให้ German beer กลายเป็นเครื่องดื่มระดับโลกกันได้ล่ะ lesllotonline How German Beer Began ที่จริงแล้วต้นกำเนิดเบียร์ไม่ได้มาจากประเทศเยอรมนี ตามที่หลักฐานปรากฏก็คือเมื่อ 6,000 ปีที่ผ่านมาได้มีการต้มเบียร์เกิดขึ้น โดยเกิดจากการที่ชาวสุเมเรี่ยน มนุษย์ที่มีความศิวิไลซ์และเก่าแก่ที่สุดค้นพบวิธีการหมักเนื่องจากเห็นว่าเมื่อทิ้งแป้งขนมปังเอาไว้ในถ้วยทำให้เกิดกระบวนการนี้ขึ้น จึงเกิดการเรียนรู้จนกลายมาเป็นกระบวนการที่เรียกว่า brewing หรือก็คือการต้มเบียร์นั่นเอง สำหรับเบียร์ของเยอรมนีนั้นจะมีสิ่งที่เรียกว่า Reinheitsgebot หรือก็คือ The Purity

The Cultural Heart of the Ruhr AreaThe Cultural Heart of the Ruhr Area

The Cultural Heart of the Ruhr Area หัวใจวัฒนธรรมแห่งแคว้นรูห์ พื้นที่รูห์ในประเทศเยอรมนีเคยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมถ่านหินและเหล็กกล้าในยุโรป แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคได้เปลี่ยนทิศทางจากฐานการผลิตหนักไปสู่การขับเคลื่อนด้วยศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โรงงานเก่าและหลุมเหมืองเดิมหลายแห่งถูกดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ โรงละคร หอศิลป์ และพื้นที่จัดกิจกรรมสาธารณะอย่างมีเอกลักษณ์ ส่งผลให้รูห์กลายเป็นต้นแบบของการพลิกฟื้นเมืองอุตสาหกรรมสู่บทบาทใหม่ในยุโรป สายใยวัฒนธรรมฝรั่งเศส จากกาเลส์ถึงมาร์กเซย The Cultural Heart of the Ruhr Area หัวใจวัฒนธรรมแห่งแคว้นรูห์

Mülltrennung การแยกขยะที่เข้มงวดระดับชีวิตประจำวัน

Mülltrennung การแยกขยะที่เข้มงวดระดับชีวิตประจำวันMülltrennung การแยกขยะที่เข้มงวดระดับชีวิตประจำวัน

ถ้าใครเคยอาศัยอยู่ใน Germany จะรู้ว่าการทิ้งขยะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่คือระบบที่จริงจังระดับโครงสร้างสังคม คำว่า “Mülltrennung” หมายถึงการแยกขยะอย่างละเอียด ตั้งแต่กระดาษ พลาสติก แก้ว อินทรีย์ ไปจนถึงขยะทั่วไป การแยกผิดถังอาจถูกเตือนหรือแม้กระทั่งถูกปรับในบางพื้นที่ สำหรับชาวเยอรมัน เรื่องนี้ไม่ใช่ภาระ แต่คือหน้าที่พื้นฐานของพลเมือง ถังขยะหลายสี ไม่ได้มีไว้สวย ๆ ระบบขยะในเยอรมนีแบ่งตามประเภทชัดเจน เช่น ถังสีน้ำเงินสำหรับกระดาษ สีเหลืองสำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกและโลหะ สีน้ำตาลสำหรับขยะอินทรีย์ และสีดำสำหรับขยะทั่วไป นอกจากนี้ยังมีจุดรับแก้วแยกตามสี (ใส เขียว น้ำตาล)